แม่เซ็นยกลูกให้บ้านพักเด็ก ไม่ขอนำมาเลี้ยงอีก อ้างโมโหร้าย ฝืนเลี

แม่เซ็นยกลูกให้บ้านพักเด็ก ไม่ขอนำมาเลี้ยงอีก อ้างโมโหร้าย ฝืนเลี สาธารณะ

เรื่องเล่าเช้าน

1 สัปดาห์
1 Views
Want to watch this again later?
Sign in to add this video to a playlist. เข้าสู่ระบบ
Share 0 0
ประเภท:
ลักษณะ:
กรณีแม่นำน้องออมสิน ลูกสาววัย 3 ขวบ ไปทิ้งไว้ที่บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.ลพบุรี พร้อมเขียนจดหมายอ้างว่าไม่สามารถเลี้ยงลูกได้เพราะมีครอบครัวใหม่ สามีใหม่ไม่ยอมรับลูกเลี้ยง และตัวเองเป็นคนโมโหร้ายเกรงว่าวันหนึ่งหากโมโหมาก ๆ อาจจะตีลูกตายก็ได้ ส่วนตามตัวลูกมีรอยเขียวช้ำเพราะตนเองเป็นคนทุบตี



ล่าสุดแม่เด็กได้มาเซ็นยินยอมยกลูกให้อยู่ในความดูแลของบ้านพักเด็กฯ หลังก่อนหน้านี้พ่อแท้ ๆ ของเด็กได้มาแสดงตัวเซ็นยินยอมแล้ว และไม่เปิดเผยข้อมูลหรือที่อยู่เกรงว่าจะมีปัญหากับครอบครัวใหม่ ทั้งสองไม่ขอพบลูกและจะไม่รับลูกไปเลี้ยงอีก



แม่ของเด็ก เผยกับผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์ว่า รอยช้ำตามตัวลูกยอมรับว่าตนเองเป็นผู้ลงมือตี ไม่เกี่ยวข้องกับสามีใหม่ ตนเองยังรักและเป็นห่วงลูกเสมอ แต่ไม่สามารถเลี้ยงให้ลูกเป็นคนดีได้ ถ้าตนฝืนเลี้ยงลูกต่อสักวันอาจตีลูกตายหรือพิการได้ ตนอยากให้ลูกอยู่ในที่ที่ดีกว่านี้



ก่อนที่ตนจะนำลูกไปทิ้งไว้สถานสงเคราะห์ได้ถามลูกว่า “อยากอยู่กับแม่มั้ย” ลูกตอบว่า “ไม่อยากอยู่” ลูกอยากไปอยู่สถานสงเคราะห์เอง ซึ่งตนก็บอกให้ลูกไปอยู่ที่นี่เพราะยังมีเด็กคนอื่นอยู่ที่นั้นอีกเยอะ ถ้าใครอยากรับไปเลี้ยงก็ให้ไปติดต่อสถานสงเคราะห์ ถ้าลูกมีอนาคตที่ดีตนจะไม่เสียใจเลย



และที่ตนไม่ยอมรับเลี้ยงลูก เพราะลูกสาววัย 3 ขวบ หน้าเหมือนสามีเก่า มันเป็นปมในใจเพราะตอนที่ตนอยู่กับสามีเก่าก็โดนทำร้ายแทบทุกวัน แม้กระทั่งตนตั้งท้องก็ยังโดนทำร้ายเพราะเขาติดยาเสพติด รอสามีเก่าไปมีครอบครัวใหม่เขาก็ไม่รับลูกไปเลี้ยงเพราะญาติพี่น้องไม่มีใครเอา ถ้ามีคนรับไปเลี้ยงก็คงมีคนติดต่อมาแล้ว



ส่วนใครจะโจมตีประณามยังไงก็แล้วแต่เขา เขาไม่เป็นเราเขาก็ไม่รู้ บางคนไปโพสต์ลงโซเชียลเกินไป ส่วนจดหมายที่เขียนตนเขียนถึงพ่อแท้ ๆ ของน้องออมสิน ไม่เกี่ยวกับสามีใหม่เลยเพราะเขาไม่รู้เรื่องด้วย หลังเป็นข่าวทำให้ใช้ชีวิตยากมากขึ้น คงจะไม่กลับไปอยู่กับสามีใหม่ที่สุพรรณบุรีอีก



ด้านนายแหลม (สงวนนามสกุล) สามีใหม่ของแม่น้องออมสิน เผยว่า ที่ภรรยาพูดไม่เป็นความจริงเพราะตนเองกับญาติๆ รักและเอ็นดูน้องออมสินมาโดยตลอด ซึ่งอยู่ด้วยกันมา 2 ปีกว่า แต่ภรรยาเป็นคนโมโหร้ายชอบทุบตีลูก เพราะฝังใจหน้าตาเหมือนพ่อ หรืออดีตสามีที่เลิกรากันไปและไม่เหลียวแลลูก ก่อนเกิดเหตุภรรยาบอกว่าจะเอาน้องออมสินไปให้ยายเลี้ยงจึงยอมให้ไป ไม่คิดมาก่อนว่าจะเอาลูกไปทิ้งไว้สถานสงเคราะห์



ขณะที่ญาติของสามีใหม่เผยว่า ทั้งสองคนยังไม่ได้เลิกกันตามที่ฝ่ายหญิงกล่าวอ้าง โดยฝ่ายหญิงยังอาศัยอยู่กับสามีใหม่ที่บ้านเช่นเดิม ที่ผ่านมาเห็นเด็กถูกแม่ทุบตีเกือบทุกวัน บางครั้งก็ใช้เท้าเตะ ใช้ไม้แขวนเสื้อไล่ตี เวลาลูกดื้อก็จะดุด่าไล่ให้ไปนั่งตากแดดและไม่ให้กินข้าวจนเด็กร้องไห้อย่างน่าสงสาร เคยจับโยนลงหน้าต่างสูงเกือบ 2 เมตร โชคดีเด็กนอนท่าหงายไม่คอหักตาย จนศีรษะแตกจนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล



ตนพยายามเข้าไปห้ามปราม แต่ถูกแม่ของเด็กต่อว่า “ลูกของหนูอย่ามายุ่ง” จึงทำให้ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย อยากช่วยเด็กแต่ไม่รู้จะช่วยยังไง ขณะที่นายแหลมก็ห้ามไม่ให้คบตีลูกเช่นกันแต่แม่ของเด็กไม่ฟัง ตนสังเกตดูแม่ของเด็กเหมือนคนมีอาการทางประสาท เวลาอากาศร้อนจะหงุดหงิด หรือเวลาทะเลาะกับสามีก็จะไประบายอารมณ์ดุด่าทุบตีลูก



สำหรับเด็กหญิงวัย 3 ขวบ เป็นคนเลี้ยงง่ายไม่ดื้อ ไม่ซน แต่ทุกครั้งเวลาถูกแม่ตีแม่ของเด็กก็จะอ้างว่าลูกดื้อ แม้แต่เด็กหญิงวัย 3 ขวบ เดินมาที่บ้านของตนแม่ก็จะเรียกมาตี ขนาดตนเองมีลูกยังไม่กล้าตีขนาดนี้เลย



ขณะที่นางชญาณ์พิมพ์ ชินติปิติวงษ์ ประธานมูลนิธิบ้านสุขใจ ได้แสดงต้องการรับเด็กหญิงวัย 3 ขวบไปดูแลต่อ จากภาพที่เห็นก็รู้ได้ว่า น้องน่าจะขาดความอบอุ่น ไม่ค่อยได้รับความรักจากแม่ ซึ่งถ้าตนเองรับไปเลี้ยงเด็กจะได้รับความรักความอบอุ่นมากกว่า เพราะตนเลี้ยงด้วยความรัก กิน นอน อยู่ด้วยกัน เคยเลี้ยงเด็กจนประสบความสำเร็จไปหลายคนแล้ว แต่ยอมรับว่า การจะรับน้องไปเลี้ยงนั้นต้องผ่านขั้นตอนของภาครัฐที่ซับซ้อนจึงจะสามารถรับไปได้ เชื่อว่าแม่ของเด็กน่าจะเป็นจิตเวชด้วย



ตนรับอุปการะบุตรบุญธรรม มาเกือบ 20 ปี และได้ทำการจดทะเบียนในนามนิติบุคคล เพื่อดำเนินการมูลนิธิอย่างถูกกฎหมายช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีบุตรในความดูแล 15 คน หากมีน้องออมสินก็จะกลายเป็น 16 คน



กรณีน้องออมสิน ตนเองเข้าไปติดต่อยื่นเรื่องเพื่อรับน้องออมสินมาอยู่ในความดูแล ซึ่งจะต้องรอพิจารณาผลอีก 30 วัน มีรายงานว่าบุตรบุญธรรมที่อยู่ในมูลนิธิ 15 คน มีพี่คนโตเรียนจบ ม.6 และออกไปหาทำงานแล้ว ส่วนบุตรบุญธรรมคนที่ 2 เป็นนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย ตนพร้อมสนับสนุนบุตรทุกคนอย่างเต็มที่



ด้านนางทิชา ณ นคร นักเยาวชนสิทธิเด็กและสตรี มองว่าเคสนี้ก็ยังมีคุณอยู่บ้าง เพราะเขาก็รู้ว่าที่นี่ปลอดภัย ดีกว่านำเด็กไปทิ้งที่อื่นให้ตกระกำลำบาก เพราะเมื่อรับผิดชอบไม่ได้ก็มารับคำปรึกษา แต่หากไปใช้กฎหมายดำเนินการ ต่อไปก็จะไม่มีใครมารับบริการแบบนี้จากรัฐ หากแม่นำเด็กไปทิ้งในที่ที่อันตรายจะทำอย่างไร ควรให้เขารับมือกับปัญหาของตัวเอง แล้วมานั่งคุยกันอาจจะมีทางที่เขาจะกลับไปทำหน้าที่แม่เหมือนเดิม เพราะที่ผ่านมาจากสถิติการเข้ารับคำปรึกษามีถึง 80% ที่ตัดสินใจดูแลเด็กต่อไป




รายละเอียดเพิ่มเติม https://news.bectero.com/news/166559

-------------------------
เรื่องเล่าเช้านี้ (Morning News)15 มกราคม 2563
ติดตามความเคลื่อนไหวข่าวสารได้ก่อนใครได้ที่นี่
เรื่องเล่าเช้านี้.com : https://morning-news.bectero.com
facebook : https://www.facebook.com/MorningNewsTV3
Twitter : https://twitter.com/MorningNewsTV3
Official LINE : @ruenglao
คุณต้องเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวิดีโอ

ความคิดเห็น:

คิดเห็น
ต่อไป เล่นอัตโนมัติ